คำกล่าวที่ว่ามีมิตร 100 คน มีศัตรูคนเดียว ก็ยังน้อยไป อาจจะหมายความว่าเราไม่ควรสร้างศัตรู หรืออมิตร หรือคนที่ไม่เป็นมิตร โดยเฉพาะเมื่อคนหยิบมือต้องไปอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก
หลังจากอ่าน เหตุเกิดที่ ‘ในสอย' : อีกมุมหนึ่งของเหตุการณ์จลาจลที่ค่ายผู้ลี้ภัยกะเรนนี แม่ฮ่องสอน (http://www.prachatai.com/05web/th/home/10672) แล้ว ขอความคิดเละประสบการณ์ต่อยอด ที่ไม่ได้รับการบันทึกในรายงาน "กระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบในค่ายพักพิง: บทสรุปและข้อเสนอแนะในการจัดการ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี ในการทำวิจัยนี้
ความคิดเเรกที่ตระหนักคือ การทำงานในหมู่คนที่เป็นมิตร ย่อมสบายใจกว่าคนที่ไม่เป็นมิตร กรณีที่อ.ส. ทำงานกับผู้อาศัยในพื้นที่พักพิง หากคิดว่าเขาเป็นมิตร เป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ก็ย่อมทำงานกันด้วยความเคารพในสิทธิเเละศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน แม้จะพูดจาต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมกัน อย่าน้อยก็จะสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ ไม่มีความตึงเครียด ขัดแย้ง
ความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ช่วยให้เกิดการเคารพคนอื่นในฐานะมนุษย์ อาจลดความรู้สึกที่อยากจะหาประโยชน์ หรือ ก่อให้เกิดความคับแค้นใจกับคนที่อยู่ร่วมสังคม เมื่อความคับเเค้นใจเพราะถูกเอาเปรียบหรือรังแกสะสมขึ้น คนที่ถูกรังแกข่มขู่ ก็สะสมความไม่พอใจ สถานภาพเเห่งความเป็นมิตร หรือความเป็นคนแปลกหน้าต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน ก็จะเปลี่ยนไปในทางลบ คนที่ถูกรังแกหนักๆ ย่อมต้องการความยุติธรรม ถ้าไม่มีความยุติธรรมในระบบ ก็มักจะตั้ง "ศาลเตี้ย" หรือหาทางแก้เเค้นเอาคืน ตามศักยภาพเเละความแค้นที่มีอยู่เมื่อเหลืออดเหลือทนเข้า แม้พื้นที่พักพิงส่วนใหญ่จะมีกฎที่ผู้หนีภัยการสู้รบตั้งกันมาเองว่า "ห้ามทะเลาะกับ อ.ส." เป็นอันขาด แต่เมื่อคนเหลืออด กฎก็ไม่สามารถป้องกันได้
ในขณะเดียวกัน คนที่รังแก กดขี่ หรือข่มขู่ ผู้อื่น ก็ย่อมไม่ไว้วางใจสถานการณ์เช่นกัน บาปในใจที่คิดว่าคนอื่นย่อมหาทางแก้แค้นเอาคืนตนเองได้ มักช่วยบ่มเพาะความไม่ไว้วางใจต่อกันเเละกันมากขึ้น ความกลัวว่าจะถูกทำร้าย อาจแสดงออกด้วยการใช้อำนาจ เพื่อกดให้ฝ่ายตรงข้ามกลัว กล่ายเป็นการสร้างวงจรแห่งความไม่ไว้วางใจให้มากขึ้น และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการใช้ความรุนเเรงกินกว่าเหตุ ชนิด "ยิงก่อนถามทีหลัง" หรือเห็นเขาถืออะไรลับๆล่อๆ ก็คิดว่าจะเอามาทำร้ายตน เพราะความที่ตนเองเคยไปทำร้ายคนอื่นก่อน
นอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว บางครั้งความเจียมเนื้อเจียมตัวของผู้หนีภัย เวลาทีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ อ.ส. ก็เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดการสะสมความกดดัน แนวโน้มว่าถ้าไม่เหลืออดเหลือทนแล้วผู้นำชุมชนผู้หนีภัย มักจะไกล่เกลี่ยให้ยอมๆ ทำให้เรื่องเงียบกันไปสุดท้ายคู่กรณีก็ยังอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ถ้า อ.ส.โกรธแค้น ก็อาจกลับมาหาเรื่องเอากับกลุ่มผู้หนีภัยอีก อีกประการหนึ่งก็คือเกรงว่า ถ้าเเจ้งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก็อาจเกิดการเข้าข้างกันเอง แจ้งแล้วไม่ดำเนินการ หากมีการลงโทษก็เป็นเพียงการตักเตือนหรือลงโทษพอเป็นพิธี ความเชื่อมั่นว่าตนเองจะได้รับความยุติธรรมจากกองค์กรภายในจึงลดน้อยลง เมื่อจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายนอก ด่านเเรกคือต้องขอใบอนุญาตออกนอกพื้นที่จากเจ้าหน้าที่ก่อน ความไร้ที่พึ่งทางกระบวนการยุติธรรม ทั้งจากความลังเลในระบบยุติธรรม การถูกไกล่เกลี่ยให้ยอมความ เพราะสถานะ "ผู้พักพิง" ไม่ได้ทำให้ความคับเเค้นลดลง มีแต่จะเพิ่มความกดดันให้มากขึ้น
พื้นที่พักพิงชั่วคราวเป็นพื้นที่ปิด และพื้นที่ห่างไกล การให้ผู้หนีภัยสามารถติดต่อกับระบบยุติธรรมไทยได้โดยตรง จึงเป็นเรื่องยาก การจะสะท้อนความต้องการให้มีการแก้ปัญหามักจะต้องอาสัยการแจ้งองค์กรสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ให้องค์กรเหล่านันเป็นกระบอกเสียงส่งออกมาถึงภายนอก เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่โดยตรงอาจค่อนขอดว่าเบื่อ "นักร้อง(เรียน)" แต่การร้องเหล่านั้นมักจะมาไม่ถึงสถานีตำรวจ อัยการ หรือศาล ถ้าเจ้าทุกข์ไม่สามารถเอาตัวออกมาแจ้งความ ก็ทำอะไรไม่ได้ แนวคิดที่ว่าน่าจะมีสถานีตำรวจเคลื่อนที่เข้าไปรับแจ้งความในพื้นที่ ก็ต้องขออนุญาตก่อน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็เข้าไปไม่ได้อีกเช่นกัน
ระหว่างนี้ คงต้องพยายามสร้างความไว้ใจ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้อาศัยในพื้นที่ไปตามอัตภาพ และต้องทำให้ผู้หนีภัยฯ เชื่อใจในกระบวนการยุติธรรมไทย อย่าน้อยถึงจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์เเห่งความตึงเครียด ให้เป็นสถานการณ์แห่งความเป็นมิตรได้ ก็ขอให้ต่างคนต่างอยู่ด้วยความเคารพกัน และเคารพในความเป็นธรรม และยึดหลักการที่ว่าคนทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนในพื้นที่จะช่วยกันติดตามข่าวและนำมาเสนอให้สังคมทราบอย่างต่อเนื่องว่าหลังจากเหตุการณ์นี้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง
Comments
Post new comment