เราจะอัพเดทกันต่อที่ http://meawgyver.blogspot.com/ โปรดติดตามชม
คนที่เคยนั่งดูโทรทัศน์ที่บ้าน เมื่อเดือนพฤษภา 2535 ยังจำได้ไหม เมื่อเวลาหนึ่ง โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หยุดฉายภาพหน้าจอว่างๆ และ การอ่านข้อความที่จบลงด้วย ”โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง” หน้าจอเปล่าๆ ที่มีแต่เสียงเพลงปลุก
หวยออกมาแว้วว่าที่ที่น่าติดกล้องวงจรปิดที่สุดคือห้องพักอาจารย์ แหะๆ หวังว่าท่าอธิการม.ธรรมศาสตร์จะเร่งย้ายหรือเพิ่มกล้องวงจรปิดในห้องพักอาจารย์ (ได้ข่าวว่าจะทำเป็นห้องพักอาจารย์รวม เพื่อป้องกันปัญหา)ด้วย เพื่อความปลอดภัยของนักศึกษา อ่อ เลยเป็นเหตุให้มีการจัดสัมมนาเรื่องนี้ด้วย ฟันธงไปเลยว่า ให้มีห้องพักอาจารย์กลางแล้วติดกล้องฮับ อย่าลืมเอาสติ๊กเกอร์เตือน"บริเวณนี้รักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิด"มาติดในห้องด้วย
เข้าเรื่อง หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานาน มัวไปปั่นบล็อกอื่นอยู่
นอกจากเรื่องแก้ไม่แก้ แก้ไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว ฟังแล้วเบื่อเหลือทน ก็เลยอยากจะมาถามว่า ทำไม ไม่แก้กฎหมายพรบ.ความมั่นคงกับพรบ.การกระทำความผิดด้วยคอมพิวเตอร์บ้างฮับ ICT จะได้ไม่เปลืองเวลามานั่งส่องเว็บทั้งวันทั้งคืน จับเว็บโป๊ะเป็นกอบเป็นกำมันไม่เท่าไหร่ หันมาเล่นเรื่องหมิ่นๆ กันอีกแล้ว นี่แถมสันติบาลยังมาตามแบนหนังสือเพศเกี่ยวกับที่สามในงานหนังสือแห่งชาติอีก ท่าทางอาจจะรู้ช้าไปหน่อย เพิ่งแบนตอนงานเสร็จแล้ว ถ้าแบนตั้งเเต่มีงาน สงสัยเล่มนี้ถ้าจะขายดี เอ่อ ว่างๆ ช่วยไปสอดส่องพฤติกรรม "อัพเกรด" หน่อยนะฮับ
สถานการณ์เช่นนี้รู้สึกคุ้นๆ เหมือนช่วงรัฐประหารใหม่ๆ มีการสอดส่อง เฝ้าระวังกันทุกย่างก้าว เขาอาจจะอยู่ข้างหลังคุณ ไปดูหนังในโรงเดียวกับคุณ ไปซื้อหนังสืองานหนังสือข้างๆ คุณ เข้ามาเยี่ยมเยียนในอินเตอร์เน็ต ราวกับรายการที่ติดกล้องถ่ายทอดสดชีวิตว่าที่นักร้อง 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว หลังรัฐประหารไม่รู้ทำไรัฐบาลจากการเลือกตั้งยังติดพฤติกรรมเดิมๆ เช่นเดียวในช่วงทักษิณ 2 ตอนปลายที่มีการเซ็นเซอร์ บล็อก ปิดกั้น ฟ้องหมิ่นประมาท ตั้งข้อหากับผู้แสดงความคิดเห็นในอินเตอร์เน็ตและตามสิ่งพิมพ์อื่นๆ พฤติกรรมเช่นนี้มาเข้มข้นขึ้นในยุค "โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง" ราวกับว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้การเมืองโดยภาพรวมดีขึ้น (งงๆ ใครก็อปใคร)
ในขณะที่ประท้วงเรื่องรัฐธรรมนูญ ประกาศจะชุมนุมประจันหน้ากันไปเรื่อย เราลองหันมามองกฎหมายที่ทำให้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนแปลงไป เราลองมาดูกฎหมายที่กำหนดอนาคตของประชาชนไม่ใช่ของนักการเมือง 111 คน หรืออนาคตของพรรคการเมืองที่เตรียมโดนลงดาบบ้างก็ได้ ถือเป็นงานไซด์ไลน์
ทุกวันนี้ท่านที่มีอำนาจอยู่คงรู้สึกขอบคุณที่สนช. และคมช. ร่วมกันสร้างเครื่องมือการครอบงำชีวิตคนธรรมดาอยู่ทุกมิติ แถมเป็นกฎหมายที่ใครๆ ก็ใช้ได้ใช้ดี จนลืมไปว่ากฎหมายเหล่านี้ก็เป็น "เชื้อเผด็จการ" มาจากสมัยรัฐประหารเหมือนกัน
ท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ประชาชนตาดำๆ ทำอะไรไม่ได้ เพราะเล่นไปประชุมยกร่างกันเองโดยที่เราไม่รู้ไม่เห็น ประชาชนที่ไฟแรงก็ชุมนุมกันไปตามความเห็นของตน แต่ขอฝากการถอดถอนกฎหมายที่ริดลอนสิทธิเสรีภาพประชาชนอื่นๆ ไว้ในอ้อมใจพ่อแม่พี่น้องด้วย ก็ถือว่าเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่เอา เเละไม่รับหลักการของทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญและไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้เอียนกฎหมาย "ทายาทอสูร" อื่นๆที่ไม่มีผู้ใดสนใจแก้เท่าไหร่ เพราะเป็นประโยชน์เข้าทางตนเต็มๆ เต็มทีเเล้ว
ประชาธิปไตยควรจะดีขึ้นด้วยประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งทั้งวันนี้เเละวันหน้า ไม่ใช่ดีเพราะสถาบันเทคโนแครตที่ค้ำยัน ไม่ใช่ดีเพราะตุลาการภิวัฒน์ เราต้องไม่กลัวล้ม ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวประท้วง ไม่กลัวน้ำ
สงสัยจะโดนน้ำสงกรานต์มากเลยฝันบ้าไป
17 มกราคม 2548
ยุค 90s คงจะไม่มีวงร็อกอัลเทอร์เนทีฟจากอเมริกาที่ประสบความสำเร็จเท่า PEARL JAM โดยเฉพาะอัลบั้มชุด TEN กับชุด VITALOGY ทำยอดขายถล่มทลาย PEARL JAM นั้น มาจากเมืองซีแอตเติล
เมื่อวานโผล่ไปกินข้าวกับเพื่อนมา ก็คุยกันเรื่องการร่วมรัฐบาลของพรรคการเมืองหลายๆ พรรค ที่ตอนเลือกตั้งหาเสียง ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าอยากจะเป็นรัฐบาล หรือร่วมรัฐบาลอะไรหนักหนา แต่ว่าพอเขามาชวน อะไรๆ ก็เป็นไปได้ แสดงว่าที่เเถลงมาสงสัยเป็นอุดมการณ์เทียมเเหงๆ พร้อมที่จะเปลี่ยนได้เมื่อมีข้อเสนอน่าสนใจกว่า หรือเพราะการเป็นรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาลหมายถึงผลประโยชน์มหาศาล จึงต้อง "จำใจ" ร่วม ถ้างั้นไม่ต้องมาบอกว่าเพื่อชาติก็ได้ เสียงเขาก็หนาเเน่นดีอยู่
ถ้ามันจำใจทำนักก็ลาออกจากการเป็นส.ส.ก็ได้ ไม่อยากให้นักการเมืองลำบากน่ะ
สงสัยเพื่อแก้ความรู้สึกเบื๊อเบื่อการเมืองไทย ชีเลยสั่ง "ฟักแม้วผัดจากหนึ่ง"
การเมืองในสภาน้ำเน่ายุงไข่นี้จึงมาจากกระบวนการพวกมากลากไป เพราะเราอยู่ในยุคประชาธิปไตย เสียงข้างมากใครก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการตั้งรัฐบาลที่มั่นคงที่สุด มีสูตรสำเร็จคือการจับกลุ่มหาพวกเข้าร่มชายคาให้ได้มากที่สุด เรื่องนี้เกี่ยวกับประชาชนเพียงตอนหาเสียง จากนั้นก็ตอนใกล้จะหาเสียง ที่รัฐบาลจะเอาภาษีประชาชนมาโยนใส่กลุ่มเป้าหมาย สร้างนโยบายลดแหลกแจกแถม ถ้าเป็นบางพรรคเขาเรียกประชานิยม ถ้าเป็นบางพรรคเขาก็เรียก อืมมมมม รัฐสวัสดิการ (มันต่างกันนิดหน่อย)
ฟังเเล้วหดหู่ อ้าวเเม่เพื่อนตัวดีเดินมาพร้อมหอยตลับเต็มจาน เอามากินเเก้เซ็ง เสียด๊ายเสียดาย วันนี้ไม่มีเค้กให้เเบ่ง
คำกล่าวที่ว่ามีมิตร 100 คน มีศัตรูคนเดียว ก็ยังน้อยไป อาจจะหมายความว่าเราไม่ควรสร้างศัตรู หรืออมิตร หรือคนที่ไม่เป็นมิตร โดยเฉพาะเมื่อคนหยิบมือต้องไปอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก
หลังจากอ่าน เหตุเกิดที่ ‘ในสอย' : อีกมุมหนึ่งของเหตุการณ์จลาจลที่ค่ายผู้ลี้ภัยกะเรนนี แม่ฮ่องสอน (http://www.prachatai.com/05web/th/home/10672) แล้ว ขอความคิดเละประสบการณ์ต่อยอด ที่ไม่ได้รับการบันทึกในรายงาน "กระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบในค่ายพักพิง: บทสรุปและข้อเสนอแนะในการจัดการ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี ในการทำวิจัยนี้
ความคิดเเรกที่ตระหนักคือ การทำงานในหมู่คนที่เป็นมิตร ย่อมสบายใจกว่าคนที่ไม่เป็นมิตร กรณีที่อ.ส. ทำงานกับผู้อาศัยในพื้นที่พักพิง หากคิดว่าเขาเป็นมิตร เป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ก็ย่อมทำงานกันด้วยความเคารพในสิทธิเเละศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน แม้จะพูดจาต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมกัน อย่าน้อยก็จะสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ ไม่มีความตึงเครียด ขัดแย้ง
ความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ช่วยให้เกิดการเคารพคนอื่นในฐานะมนุษย์ อาจลดความรู้สึกที่อยากจะหาประโยชน์ หรือ ก่อให้เกิดความคับแค้นใจกับคนที่อยู่ร่วมสังคม เมื่อความคับเเค้นใจเพราะถูกเอาเปรียบหรือรังแกสะสมขึ้น คนที่ถูกรังแกข่มขู่ ก็สะสมความไม่พอใจ สถานภาพเเห่งความเป็นมิตร หรือความเป็นคนแปลกหน้าต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน ก็จะเปลี่ยนไปในทางลบ คนที่ถูกรังแกหนักๆ ย่อมต้องการความยุติธรรม ถ้าไม่มีความยุติธรรมในระบบ ก็มักจะตั้ง "ศาลเตี้ย" หรือหาทางแก้เเค้นเอาคืน ตามศักยภาพเเละความแค้นที่มีอยู่เมื่อเหลืออดเหลือทนเข้า แม้พื้นที่พักพิงส่วนใหญ่จะมีกฎที่ผู้หนีภัยการสู้รบตั้งกันมาเองว่า "ห้ามทะเลาะกับ อ.ส." เป็นอันขาด แต่เมื่อคนเหลืออด กฎก็ไม่สามารถป้องกันได้
ในขณะเดียวกัน คนที่รังแก กดขี่ หรือข่มขู่ ผู้อื่น ก็ย่อมไม่ไว้วางใจสถานการณ์เช่นกัน บาปในใจที่คิดว่าคนอื่นย่อมหาทางแก้แค้นเอาคืนตนเองได้ มักช่วยบ่มเพาะความไม่ไว้วางใจต่อกันเเละกันมากขึ้น ความกลัวว่าจะถูกทำร้าย อาจแสดงออกด้วยการใช้อำนาจ เพื่อกดให้ฝ่ายตรงข้ามกลัว กล่ายเป็นการสร้างวงจรแห่งความไม่ไว้วางใจให้มากขึ้น และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการใช้ความรุนเเรงกินกว่าเหตุ ชนิด "ยิงก่อนถามทีหลัง" หรือเห็นเขาถืออะไรลับๆล่อๆ ก็คิดว่าจะเอามาทำร้ายตน เพราะความที่ตนเองเคยไปทำร้ายคนอื่นก่อน
นอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว บางครั้งความเจียมเนื้อเจียมตัวของผู้หนีภัย เวลาทีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ อ.ส. ก็เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดการสะสมความกดดัน แนวโน้มว่าถ้าไม่เหลืออดเหลือทนแล้วผู้นำชุมชนผู้หนีภัย มักจะไกล่เกลี่ยให้ยอมๆ ทำให้เรื่องเงียบกันไปสุดท้ายคู่กรณีก็ยังอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ถ้า อ.ส.โกรธแค้น ก็อาจกลับมาหาเรื่องเอากับกลุ่มผู้หนีภัยอีก อีกประการหนึ่งก็คือเกรงว่า ถ้าเเจ้งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก็อาจเกิดการเข้าข้างกันเอง แจ้งแล้วไม่ดำเนินการ หากมีการลงโทษก็เป็นเพียงการตักเตือนหรือลงโทษพอเป็นพิธี ความเชื่อมั่นว่าตนเองจะได้รับความยุติธรรมจากกองค์กรภายในจึงลดน้อยลง เมื่อจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายนอก ด่านเเรกคือต้องขอใบอนุญาตออกนอกพื้นที่จากเจ้าหน้าที่ก่อน ความไร้ที่พึ่งทางกระบวนการยุติธรรม ทั้งจากความลังเลในระบบยุติธรรม การถูกไกล่เกลี่ยให้ยอมความ เพราะสถานะ "ผู้พักพิง" ไม่ได้ทำให้ความคับเเค้นลดลง มีแต่จะเพิ่มความกดดันให้มากขึ้น
พื้นที่พักพิงชั่วคราวเป็นพื้นที่ปิด และพื้นที่ห่างไกล การให้ผู้หนีภัยสามารถติดต่อกับระบบยุติธรรมไทยได้โดยตรง จึงเป็นเรื่องยาก การจะสะท้อนความต้องการให้มีการแก้ปัญหามักจะต้องอาสัยการแจ้งองค์กรสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ให้องค์กรเหล่านันเป็นกระบอกเสียงส่งออกมาถึงภายนอก เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่โดยตรงอาจค่อนขอดว่าเบื่อ "นักร้อง(เรียน)" แต่การร้องเหล่านั้นมักจะมาไม่ถึงสถานีตำรวจ อัยการ หรือศาล ถ้าเจ้าทุกข์ไม่สามารถเอาตัวออกมาแจ้งความ ก็ทำอะไรไม่ได้ แนวคิดที่ว่าน่าจะมีสถานีตำรวจเคลื่อนที่เข้าไปรับแจ้งความในพื้นที่ ก็ต้องขออนุญาตก่อน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็เข้าไปไม่ได้อีกเช่นกัน
ระหว่างนี้ คงต้องพยายามสร้างความไว้ใจ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้อาศัยในพื้นที่ไปตามอัตภาพ และต้องทำให้ผู้หนีภัยฯ เชื่อใจในกระบวนการยุติธรรมไทย อย่าน้อยถึงจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์เเห่งความตึงเครียด ให้เป็นสถานการณ์แห่งความเป็นมิตรได้ ก็ขอให้ต่างคนต่างอยู่ด้วยความเคารพกัน และเคารพในความเป็นธรรม และยึดหลักการที่ว่าคนทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนในพื้นที่จะช่วยกันติดตามข่าวและนำมาเสนอให้สังคมทราบอย่างต่อเนื่องว่าหลังจากเหตุการณ์นี้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง
พลิกหน้าปกนิตยสารปืนยอดนิยมเปิดผ่านไปไม่กี่หน้าก็จะพบโฆษณาสองหน้าเต็ม สี่สี พาดหัว "โครงการจัดหาอาวุธปืนกรมการปกครอง (ระยะที่ ...)" พร้อมระบุผู้มีสิทธิซื้อได้เเก่
"ข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย สมาชิกอาศาสมัครรักษาดินเเดน ครู สมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กทม. กรมทางหลวง ข้าราชการทหาร-ตำรวจ กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ เเละส่วนราชการที่ขอเข้าร่วมโครงการกรณีพิเศษในการใช้อาวุธปืน"
ปิดท้าย "ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายเเดนใต้ทุกส่วนราชการ สิทธิพิเศษรับอาวุธปืนได้รวดเร็ว"
จากนั้นเป็นรายการอาวุธปืนยอดนิยม ราคาถูกกว่าราคาท้องตลาดเกือบครึ่ง เเละเบอร์โทรศัพท์ติดต่อสอบถาม เเละที่อยู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
... ยินดีต้อนรับสู่โครงการปืนบ้านหม้อ ต้องการทราบข้อมูล กด 1 ต้องการทราบรุ่นอาวุธปืนที่จำหน่าย กด 2 ต้องการทราบผลการสั่งซื้อ กด 3 ...
โครงการปืนสวัสดิการ ปืนบ้านหม้อ หรือปืนโครงการฯ ที่จัดหาอาวุธปืนราคาพิเศษให้ข้า ราชการเเละพนักงานรัฐวิสาหกิจ เเละข้าราชการชายเเดนใต้ เป็นเรื่องที่พูดกันเเพร่หลายในเว็บบอร์ดคนรักปืนต่างๆ เเละเว็บบอร์ดสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินเเดน ไม่ว่าจะเป็น ปืนโครงการรุ่นนี้มาหรือยัง เลขที่สัญญา xxxxxxx ยังไม่ได้รับของเลย การตั้งคำถามถึงความรวดเร็ว สะดวก โปร่งใส กระทู้ตั้งคำถามเรื่องการขอใบอนุญาตซื้อ ครอบครอง หรือพกพา เเละอื่นๆ
แนวโน้มการที่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายเเดนภาคใต้จะซื้ออาวุธปืนด้วยงบประมาณส่วนตัว น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดยอดการนำเข้าอาวุธปืนปีนี้ให้พุ่งสูงขึ้นทะลุเเสนกระบอก ส่วนข้าราชการจะขอกู้ ขอผ่อนโดยอาศัยสวัสดิการเช่นผ่อนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหักจากเงินเดือน ก็เเล้วเเต่ความคิดสร้างสรรค์ที่จะหมุนเงินมาผ่อนปืนสักกระบอกสองกระบอกเพื่อให้อุ่นใจ ก็เเล้วเเต่กำลังทรัพย์ของเเต่ละคน ในเมื่อสถานการณืไม่ดีขึ้นเเละข้าราชการมองว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยง การเรียกร้องให้ได้รับสวัสดิการด้านการป้องกันตนเองก็เหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่รัฐคิดได้ในขณะนี้